วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

พื้นที่ใหม่กับงานของพัฒนากร


วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ ได้รับคำสั่งจากจังหวัดนครสวรรค์ ให้มาดำรงตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองนครสวรรค์ และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบประสานงานตำบลวัดไทรย์ และตำบลบางพระหลวง ซึ่งสองตำบลนี้มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเพราะตำบลบางพระหลวง มีเพียง ๖ หมู่บ้าน เป็นพื้นที่ไกลปืนเที่ยงสำหรับเขตอำเภอเมืองฯ นะ แถมนายกกับกำนัน เป็นพี่น้องกันด้วย..... ส่วนตำบลวัดไทรย์ มี ๑๕ หมู่บ้าน เป็นพื้นที่ติดเขตชุมชนเมือง มีหมู่บ้านจัดสรรและหมู่บ้านเอื้ออาทรจำนวนมาก มิหนำซ้ำนายกกับกำนันคนละขั้วกันอีก...คิดดูซิว่าท้าทายความเป็นพัฒนากรแค่ไหนสำหรับสองพื้นที่นี้ ที่ว่าท้าทายก็เพราะสองตำบลจะต้องมีวิธีคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งวิธีการประสานงานที่แตกต่างกัน อีกอย่างพื้นที่ของตำบลวัดไทรย์ก็มีภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากจังหวัดและอำเภอให้ลงไปขับเคลื่อนหลายกิจกรรมด้วยกัน....ก็จะลองดูนะได้ประสบการณ์อย่างไรแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังเป็นระยะ ๆ นะคะ.....

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตรวจสอบสถานะการเงินกลุ่มออมทรัพย์เบื้องต้น

1. สอบถามยอดเงินสัจจะสะสมของสมาชิกรวมทั้งหมด ณ ปัจจุบัน (ทะเบียนคุมเงินสัจจะ)
2. สอบถามยอดลูกหนี้ที่กู้เงินจากกลุ่มออมทรัพย์ มีจำนวนกี่ราย รวมเป็นเงินเท่าไร (ทะเบียนคุมลูกหนี้)
3. สอบถามยอดเงินสดในมือของกรรมการ มีหรือไม่ เท่าไร
4. สอบถามยอดเงินคงเหลือในสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร (ยอดสุดท้าย) เท่าไร

เมื่อทราบจำนวนตัวเลขทั้ง 4 ยอดมาแล้ว ให้มาตรวจสอบดูว่าสัมพันธ์กันหรือไม่ ดังนี้
จำนวนเงินสัจจะสะสมของสมาชิก จะต้องเท่ากับ ยอดลูกหนี้ + เงินสด + เงินฝากธนาคาร เท่านั้น
จึงจะถือว่าถูกต้อง หากไม่ตรงกันแสดงว่ามีความผิดพลาดในการจัดทำบัญชีหรือการบริหารงาน จะต่้องดำเนินการติดตามต่อไป
แต่เพื่อให้โปร่งใสแน่นอนจริง ๆ ถึงแม้จะยอดถูกต้องตรงกันก็ให้ตรวจสอบโดยการสุ่มขอดูสมุดสัจจะรายตัวของสมาชิก และสุ่มลูกหนี้ ว่าตรงกับที่คณะกรรมการจัดทำทะเบียนไว้หรือไม่

กรณีเช่นนี้ ก็สามารถใช้กับเงินกองทุนต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกันค่ะ เพียงแค่ปรับตามสภาพของความเป็นจริงของกองทุนว่ากองทุนนั้น ๆ มีโจทก์ไหนอยู่บ้างเท่านั้น ในหลักการก็จะไม่แตกต่างกันมากนัก...

เทคนิคการจัดตั้งร้านค้าชุมชน

วิธีคิด / เชิญชวนคนในหมู่บ้านร่วมคิด
1. คน 1 คน ใช้เงิน 10 บาท/วัน
และ 1 ปี มี 365 วัน ดังนั้น 1 คน จะต้องใช้เงินเท่ากับ 365x10 คือ 3,650 บาท/ปี
2. ใน 1 หมู่บ้าน มี 100 ครัวเรือน ๆ ละ 1 คน
เพราะฉะนั้น 1 หมู่บ้าน จะต้องใช้เงินเท่ากับ 100 คน x 3,650 บาท คือ 365,000 บาท/ปี
3. ถ้าลงทุนค้าขาย 100 บาท ได้กำไร 20 บาท
แล้วถ้าลงทุน 365,000 บาท จะได้กำไรเท่ากับ 365,000x20 เป็นเงิน 73,000 บาท
100

# แล้วเงินกำไร 73,000 บาท จะให้เป็นของใคร?
1. ชุมชน > พวกเรา
2. ส่วนตัว > ตัวใครตัวมัน (พ่อค้า)

แต่ในโลกของความเป็นจริง 1 คน ไม่สามารถใช้เงินได้เพียงแค่ 10 บาทอยู่แล้ว

วิเคราะห์ชุมชน
1. มีร้านค้าชุมชนอยู่เท่าไร
2. คนส่วนใหญ่ซื้ออะไร ที่ไหน เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร
3. ต้องการจัดตั้งร้านค้าชุมชนเป็นของตัวเองหรือไม่

ที่มา : นายเอกราช เอี่่ยมเอื้อยุทธ์ หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชน สนง.พัฒนาชุมชนจังหวัดนครสวรรค์

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กองทุนประกันความเสี่ยงตำบลทับกฤชใต้

สมัยที่เป็นพัฒนากร ได้เรียนรู้และมองเห็นกระบวนการจัดตั้งและดำเนินงานของ "กองทุนประกันความเสี่ยงอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์" ทำให้รู้และเข้าใจได้ถึงความสำคัญและที่ประโยชน์ของกองทุนประกันความเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนและคนในชุมชน รวมทั้งกองทุนต่าง ๆ ที่ปล่อยเงินกู้/ยืม ให้กับสมาชิกด้วย


ในฐานะพัฒนากรประจำตำบล จึงได้นำเสนอแนวคิด "การจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงระดับตำบล" ให้กับคณะกรรมการ ศอช.ต.ทับกฤชใต้ เพื่อหารือแนวทาง รูปแบบ วิธีการดำเนินงาน และความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง หลังจากพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเข้าใจดีแล้ว คณะกรรมการ ศอช.ต.ทับกฤชใต้ ก็มีมติเห็นชอบร่วมกันให้จัดตั้ง "กองทุนประกันความเสี่ยงตำบลทับกฤชใต้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์" และเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 โดยมอบหมายให้เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านรับผิดชอบบริหารงาน ภายใต้ระเบียบศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) ทับกฤชใต้ ว่าด้วยกองทุนประกันความเสี่ยงตำบลทับกฤชใต้ มีรูปแบบการดำเนินงาน ดังนี้

MODEL


ประโยชน์ของกองทุนประกันความเสี่ยง

1. ป้องกันความเสี่ยงด้านสถานะการเงิน ของกองทุนหมู่บ้าน กองทุน กข.คจ. กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต สถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน

2. ช่วยแบ่งเบาภาระของคนค้ำประกัน และญาติพี่น้อง กรณีสมาชิกเสียชีวิต

3. มีแหล่งเงินทุนสำหรับสนับสนุนการขับเคลื่อนกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน/ตำบล ของ ศอช.ต.ทับกฤชใต้

4. เกิดความรัก ความสามัคคี ช่วยเหลือเอื้ออาทรของคนในชุมชน

ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง

1. กองทุนประกันความเสี่ยงไม่ควรจัดตั้งในระดับหมู่บ้าน เพราะเงินทุนจะมีน้อยเกินไปอาจไม่สามารถรองรับการเสียชีวิตของสมาชิกได้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรเป็น "ระดับตำบล" ขึ้นไป

2. กองทุนประกันความเสี่ยง เป็นกองทุนที่มีจำนวนเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจถึงหลักล้านได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ควรมีการจัดทำข้อตกลงการใช้จ่ายเงินและจัดสรรผลกำไรกันให้ชัดเจน และมีการจัดทำระบบบัญชีที่ถูกต้องพร้อมทั้งการติดตามตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

3. กรณีที่กองทุนชำระเบี้ยประกันความเสี่ยง ไม่ควรนำเงินสดมาจ่ายให้เหรัญญิก แต่ควรนำเงินไปเข้าบัญชีกองทุนประกันความเสี่ยงเอง แล้วค่อยนำสำเนาใบฝากเงินมาให้เหรัญญิกลงบัญชีเท่านั้น